Slide Banner
หงส์ทวงบัลลังก์! ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นจ่าฝูงในแชมเปี้ยนส์ลีก
เมื่อ : พฤหัสบดีที่ 25 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 02:50:11 เข้าชม : 18

 

ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นจ่าฝูงในแชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการถล่มเรดสตาร์ เบลเกรดไปกระเจิง 4-0 กับโอกาสยิงมากกว่า 20 หน และ ครองบอลมากกว่าเกือบ 2 เท่า

นี่คือ บทสรุป 19 ข้อ จากสิ่งที่เราเห็นในเกมที่แอนฟิลด์

1) เป็นเกมที่ 2 ในฤดูกาลนี้ ที่ลิเวอร์พูล ส่ง 4 เทพในแนวรุกลงสนามเป็นตัวจริงพร้อมกัน (ซาลาห์,มาเน่,ฟีร์มีโน่ และ ชาคิรี่) เกมก่อนหน้านี้ ที่ส่งลงพร้อมกันคือ นัดถล่มเซาธ์แฮมป์ตัน 3-0 คือเจอร์เก้น คล็อปป์  จะใช้แผนนี้ ในเกมที่มั่นใจว่าแนวรุกคู่ต่อสู้ ทำอะไรไม่ได้แน่ๆ ไม่ต้องพะวงเกมรับ

2) แผนปกติของหงส์คือ 4-3-3 อัดตัวกลาง 3 คน แต่เกมนี้ ใช้ 4-2-3-1 จุดที่น่าสนใจคือ คู่กลาง ใช้ ฟาบินโญ่ ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ยืนคู่กับ จินี่ ไวจ์นัลดุม ส่วนแบ็กขวา กลับมาใช้เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลังจากดร็อปไป 2 เกมหลังสุด

3) คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่ออัดตัวรุก 4 คน ลงสนามพร้อมกัน จะยืนตำแหน่งกันอย่างไร? ปรากฎว่า คล็อปป์เลือกใช้ โม ซาลาห์ เป็นหน้าเป้า ซ้ายเป็นซาดิโอ มาเน่ , ขวาเป็นเซอร์ดาน ชาคิรี่ และ มิดฟิลด์ตัวรุก เป็นโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

4) หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคล็อปป์จัดแนวรุกอัดหนักขนาดนี้ นั่นเพราะ หลังจากแพ้นาโปลีในเกมก่อน คราวนี้หงส์ทำแต้มหลุดไม่ได้แล้ว ต้องชนะอย่างเดียว ดังนั้นก็ส่งตัวจี๊ดๆลงปิดเกมไวๆไปเลยดีกว่า ดับความหวังคู่แข่งไปเร็วๆ จะได้เล่นง่ายขึ้นไม่ต้องกดดัน

5) คล็อปป์เคยลองจับเอา ชาคิรี่ มายืนกลางรุก แล้วโยกฟีร์มีโน่ไปเล่นซ้ายมาแล้ว แต่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ คราวนี้พอเอาฟีร์มีโน่มายืนกลางรุก ปรากฏว่ามีประโยชน์มาก ประตูนำ 1-0 เราเห็นเลย จังหวะที่โรเบิร์ตสัน เติมเกมขึ้นไปด้านซ้าย ระหว่างที่กองหลังคู่แข่งพะวงมาเน่ กับซาลาห์ ฟีร์มีโน่ ถอยต่ำลงมา เลยจุดโทษไปเล็กน้อย รับบอลจากโรเบิร์ตสัน ล็อกหลบ 1 จังหวะ ก่อนยิงเข้าไป

6) ฟีร์มีโน่ เป็นกองหน้าแบบ False 9 ได้ดี แต่พอให้เขาเล่นเป็นกองกลางตัวรุก ก็ทำได้ ไม่เคอะเขินเลย ต่อเกม เชื่อมเกม สมบูรณ์มาก ช่วงทดเจ็บ คิลเลอร์พาสที่เขาแทงให้มาเน่ แสดงให้เห็นว่าเซนส์การจ่ายบอลของฟีร์มีโน่ มันเยี่ยมมากๆ ลองเทียบเกมนี้ กับเกมที่แล้ว (ฮัดเดอร์สฟิลด์) ที่ไม่มีฟีร์มีโน่เป็นตัวจริง จะเห็นความแตกต่างแบบชัดเจนมาก

7) เห็นไหมครับ ว่าจังหวะของซาลาห์นั้นดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ ยิง 2 ประตูเท่านั้น แต่การวิ่งหาพื้นที่ การต่อบอลกับเพื่อน ทำได้เพอร์เฟ็กต์ ขณะที่ประตูของซาลาห์เกมนี้ มาจากการยิงเท้าขวา เป็นการยิงเท้าขวา 2 นัดติดกันเข้าไปแล้ว มันแสดงให้เห็นว่า ซาลาห์เองก็ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน เขาทำให้รู้ว่า ไม่ได้มีดีแต่เท้าซ้าย แต่อันตรายในจังหวะจบสกอร์ทุกรูปแบบ

8) ซาลาห์ตอนนี้ ยิงไปแล้ว 50 ลูก ในสีเสื้อลิเวอร์พูลจากการลงเล่นแค่ 65 เกม ถือว่า มาถึงหลัก 50 ลูกได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เร็วกว่า ซัวเรซ, ตอร์เรส, ฟาวเลอร์ ,โอเว่น ,เอียน รัช ฯลฯ แฟนหงส์มั่นใจได้ว่า ซาลาห์ ไม่ใช่ one season wonder หรือ นักเตะที่ดังปีเดียว เขาเป็นของจริงแน่ๆ เพียงแต่งานของเขามันยากขึ้นกว่าปีที่แล้ว เพราะคู่แข่งรุมประกบหนัก แค่นั้นเอง

9) ถ้าใน 45 นาทีแรก คนที่เด่นสุดคือ เซอร์ดาน ชาคิรี่ ประตูแรก เขาเป็นคนจ่ายทะลุช่องให้โรเบิร์ตสัน แอสซิสต์ (คล้ายๆกับจังหวะแทงให้โรเบิร์ตสัน เกมฮัดเดอร์ฟิลด์เปี๊ยบ) ส่วนลูกนำ 2-0 ก็เป็นคนแอสซิสต์ให้ซาลาห์ หลายคนอาจจะมองว่าชาคิรี่ ตัวเล็กคล่อง เป็นสายเลี้ยง แต่จริงๆเขาไม่ใช่ปีก เขาคือเพลย์เมกเกอร์ทำเกมต่างหาก จุดเด่นของชาคิรี่ คือการจ่ายบอล มากกว่าการเลี้ยงบอลเสียอีก

10) ชาคิรี่ ตอนนี้ กลายเป็นผู้เล่นที่คล็อปป์ต้องคิดให้ดี ถ้าจะดร็อปป์เขาจากตัวจริง เพราะการลงสนามของเขาสร้างมิติใหม่ๆให้กับทีม คือ โอเค มาเน่ ,ซาลาห์ ,ฟีร์มีโน่ ยังไงก็สำคัญ แต่เราเห็นหลายๆเกมที่ 3 คนนี้โดนจับทางได้ แต่พอมีชาคิรี่ เข้ามาเพิ่มอีกคน มันเป็นอาวุธใหม่ ที่คู่แข่งเดาทางไม่ถูก ส่งผลให้ 3 คนนั้นเล่นดีขึ้นไปด้วย

11) ขณะที่ซาดิโอ มาเน่ โดนวิจารณ์เยอะ ในจังหวะสุดท้ายที่เขาหลุดไปดวลกับโกล์ แต่ขวามือ มีอดัม ลัลลาน่า รอยิงหน้าโกล์อยู่ สุดท้ายมาเน่ เลือกที่จะยิงด้วยเท้าซ้ายหลุดกรอบไปเลย จริงอยู่ เราดูในโทรทัศน์ก็อาจด่าว่า ทำไมมาเน่ "ไม่จ่าย" แต่ถ้าดูภาพช้า ลัลลาน่า มีตัวบังอยู่ 1 คน คือจ่ายไม่ดีพอจริงๆ ก็ติดได้ อีกอย่าง ระยะการยิง มันก็ไม่ได้ไกลมาก มันยิงวัดไปเลยได้ เพียงแต่มาเน่ ยิงไม่ดีพอแค่นั้น อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ลิเวอร์พูลนำ 4-0 แล้ว จะไม่ได้ 5-0 ก็ไม่เห็นเป็นไร

12) นี่เป็นเกมที่แผงหลังลิเวอร์พูลเล่นสบายที่สุดในซีซันนี้ ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ไม่ต้องทำอะไรเลย เรดสตาร์ ยิงเข้ากรอบ 0 ครั้งในเกมนี้ อลิสซอน ไม่ได้เซฟเลยสักหน ด้วยการที่เรดสตาร์ไม่มีพิษมีภัย ทำให้ฟูลแบ็กหงส์แดงเติมอย่างสนุกสนาน ทั้งโรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ นานๆลิเวอร์พูลจะเจอเกมที่กองหลังไม่ต้องกดดันที

13) นัดนี้ เราเริ่มได้เห็นศักยภาพของฟาบินโญ่มากขึ้น สื่อหลายสำนักยกเขาเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ถึงแม้ จะไม่มีประตู หรือแอสซิสต์เลยก็ตาม สถิติของเขาในเกมนี้
- สัมผัสบอล 96 ครั้ง 
- จ่ายบอลเข้าเป้า 90%
- แย่งบอลจากเท้าคู่แข่ง 9 ครั้ง (สูงสุดใน ชปล. วีกนี้)
- โหม่งชนะกลางอากาศ 100%
- สร้างสรรค์โอกาส 2 ครั้ง

หลายๆสื่อยกให้เขาเล่นเหมือน Beast หรือเล่นดีราวกับปีศาจ

14) ในสถานการณ์ที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ นาบี เกอิต้าบาดเจ็บ ฟาบินโญ่ จำเป็นต้อง Step up หรือก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักได้แล้ว เพราะคล็อปป์ไม่สามารถใช้งาน มิลเนอร์ กับ ไวจ์นัลดุมได้ทุกๆเกม ซึ่งนัดนี้ เขาก็น่าจะทำให้คล็อปป์ไว้ใจมากขึ้น ว่าที่จ่ายเงิน 42 ล้านปอนด์ไป ไม่ได้เสียเปล่า

15) สำหรับ 2 จุดโทษที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ลิเวอร์พูลโชคดี จังหวะแรก สตอยโควิช กางแขนธรรมดา แต่มันไปโดนบริเวณคอของซาดิโอ มาเน่ ลูกนี้ กรรมการตอนแรกไม่ให้ แต่ผู้ช่วยหลังโกล์ ชี้ว่าเป็นการขวาง (ออฟสตรัคชั่น) เลยกลายเป็นจุดโทษ จริงๆลูกนี้ ไม่ให้ก็ได้ มาเน่ เองก็ใส่แอ็กชั่นเข้าไปด้วย ส่วนลูก 2 ก็เป็นแฮนด์บอล ที่ฝั่งเรดสตาร์ ทะเล่อทะล่ายกมือขึ้นมาเอง แต่มาเน่ ยิงพลาดลูกนี้

16) วันนี้ เราได้เห็นซาลาห์ กับ มาเน่ ยิงจุดโทษ ทั้งคู่ไม่ยิงเน้นเข้ามุม ซาลาห์อัดตรงกลางแรงๆ ส่วน มาเน่ พยายามยิงไปทางซ้ายแต่ฉีกไม่พอ แน่นอน ถ้ามีเจมส์ มิลเนอร์ อยู่ ยังไงมิลเนอร์ จะเป็นตัวสังหารเบอร์ 1 มิลเนอร์นั้น ยิงคม ชัวร์ เน้นเสียบมุม ซึ่งเป็นการยิงจุดโทษที่ปลอดภัย และน่าเชื่อถือได้มากๆ ในสถานการณ์สำคัญ

17) ส่วนตัวสำรอง 3 ตัววันนี้ เล่นได้ดีตามหน้าที่ของตัวเอง แดเนียล สเตอร์ริดจ์ พอลงสำรองแล้วเล่นดีกว่าตัวจริง คือเขาไม่มีสปีด หรือพลัง จะไปเบียดกองหลังตอนสดๆได้ แต่พอคู่แข่งเริ่มเหนื่อยแล้ว สเตอร์ริดจ์ สามารถปั่นป่วนได้อย่างดี เกมนี้เขาแอสซิสต์ให้มาเน่ ลูก 4 และจ่ายคิลเลอร์พาสให้ลัลลาน่าหลุดเดี่ยว แถมมีจังหวะยิงไกลอีก 2 ครั้ง คือลงมาแล้วสร้างประโยชน์จริงๆ

ส่วน ลัลลาน่า ก็เกือบยิงประตูได้ ขณะที่โมเรโน่ ได้ลงเล่นประมาณ 10 นาที ซึ่งคล็อปป์ทำถูกแล้วที่ส่งโมเรโน่ลงบ้าง นักเตะทุกคนต้องมีโอกาสลงสนามบ้าง เล็กๆน้อยๆก็ยังดี

18) เกมต่อไปลิเวอร์พูล จะลงปะทะกับคาร์ดิฟฟ์ เชื่อได้เลยว่า คล็อปป์มีโอกาสส่ง 11 ตัวจริงชุดนี้ลงต่อ อาจจะเปลี่ยนแค่ ส่งเจมส์ มิลเนอร์ ลงแทนกองกลางสักคน เพราะคาร์ดิฟฟ์ เป็นทีมที่ไม่ได้มีเกมรุกน่ากลัว ไม่ต่างจากเรดสตาร์ ดังนั้น หงส์แดงสามารถส่งตัวรุกลงพร้อมกัน 4 ตัวได้อีก 1 เกม

19) ชื่อแบบ Official ของเรด สตาร์ เบลเกรด คือ เซอร์เวน่า ซเวซด้า โดยในภาษาเซอร์เบีย

Crvena แปลว่า สีแดง (Red)
Zvezda แปลว่า ดวงดาว (Star)
Belgrade คือ เมืองเบลเกรด ที่ตั้งของสโมสร

ดังนั้น ชื่อภาษาอังกฤษของทีมคือ เรดสตาร์ เบลเกรด สรุปคือ สามารถเรียกได้ทั้ง 2 ชื่อ ไม่มีถูกไม่มีผิด เซอร์เวน่า ซเวซด้า หรือ เรดสตาร์ เบลเกรด ก็ได้ทั้งนั้น เหมือนถามว่า เมืองหลวงประเทศไทย คือกรุงเทพ หรือแบงค็อก คำตอบก็คือได้ทั้ง 2 แบบ เพียงแต่มีชื่อเรียก 2 ชื่อแค่นั้นเอง

 

 

 

 

 
แสดงความคิดเห็นที่นี่ (เฉพาะสมาชิก Facebook)
Re : หงส์ทวงบัลลังก์! ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นจ่าฝูงในแชมเปี้ยนส์ลีก
 
 
LNWBALLSTEP.COM เป็นเว็บดูบอล ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ เป็นเว็บที่รวมลิ้งดูบอลทั่วโลก มีลิ้งดูบอลทุกลีกของต่างประเทศอาทิเช่น ลิ้งดูบอลสดพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิ้งดูบอลสดลาลีกาสเปน ลิ้งดูบอลสดบุนเดสลีกาเยอรมัน ลิ้งดูบอลสดลีกเอิงฝรั่งเศส ลิ้งดูบอลสดกัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ลิ้งดูบอลสดไทยพรีเมียร์ลีก เป็นต้น ดูทีวีออนไลน์ ดูบอลผ่านมือถือ ดูบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ดูบอลยูโรป้าลีก ดูบอลโลก ดูบอลโลกรอบคัดเลือก ดูบอลยูโร ดูบอลยูโรรอบคัดเลือก ดูบอลกระชับมิตรสโมสร ดูบอลผ่านเน็ตดูบอลทุกคู่ทุกลีกทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง LNWBALLSTEP.COM ความสนุกรอคุณอยู่
Copyright (c) 2017 . www.LnwballStep.com | All rights reserved.